มหาวิทยาลัยมหิดล ไขข้อข้องใจ สำหรับการใช้ชุดตรวจ HIV

การตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี หากต้องการผลตรวจที่ถูกต้องและแม่นยำจะต้องไปตรวจยังสถานพยาบาลรัฐหรือเอกชน สำหรับใครที่เพิ่งผ่านกิจกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อมา แต่ไม่มั่นใจว่าควรจะตรวจหาเชื้อด้วยวิธีไหน หรือตรวจที่ไหนได้บ้าง ทางมหาวิทยาลัยมหิดลได้รวบรวมคำถามและคำตอบที่คนส่วนใหญ่สงสัยเกี่ยวกับการตรวจ HIV มาไว้แล้ว

ทำไมต้องเข้าตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี

การตรวจคัดกรองเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) จะช่วยทำให้ผู้ที่ผ่านกิจกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาได้รับการยืนยันว่า ติดเชื้อมาแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง รวมถึงรับคำแนะนิย่างเหมาะสมจากบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อพฤติกรรมต่างๆ ที่มีโอกาสได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) กรณีที่ได้รับเชื้อมาก็จะได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้สามารถกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติได้ตามเดิม

การตรวจหาเชื้อ HIV มีวิธีไหนบ้าง

ปัจจุบัน การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ด้วยวิธีทางการแพทย์กับทางสถานพยาบาลผ่านชุดตรวจ HIV สามารถตรวจได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1. การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี

วิธีนี้จะใช้ตรวจการติดเชื้อในระยะแรกที่ผู้ได้รับเชื้อเอชไอวี สามารถตรวจได้ภายหลังการติดเชื้อประมาณ 14 – 15 วัน โดยตรวจโปรตีนของเชื้อที่ชื่อว่า p24 (HIV p24 antigen testing) เหมาะกับผู้ที่เพิ่งทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงมาแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งร่างกายยังไม่สร้างแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัส หรือมีระดับแอนติบอดีที่ต่ำมาก

2. การตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV testing)

การตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีจากแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อ วิธีเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากในการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV)

3. การตรวจโดยใช้ชุดตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อเอชไอวีและแอนติเจนของเชื้อ

การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวีด้วยวิธีนี้จะใช้การตรวจโดยใช้ชุดตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อเอชไอวีและแอนติเจนของเชื้อพร้อมกันในน้ำยาเดียวกัน (HIV Ag/Ab combination assay) เป็นการตรวจ Anti-HIV และ/หรือ HIV p24 antigen สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสได้เร็วภายหลังรับเชื้อไวรัสมาแล้ว 14 – 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์

4. การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีหรือ nucleic acid test (NAT)

การตรวจหาเชื้อเอไอวีจากสารพันธุกรรม หรือ NAT วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้ในการตรวจคัดกรองเลือดผู้บริจาคโลหิต สามารถตรวจหาการติดเชื้อได้ตั้งแต่ 3 – 7 วันหลังได้รับเชื้อเอชไอวี

ผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน
  • ผู้ที่ใช้เข็มร่วมกันกับบุคคลอื่นๆ
  • ทารกที่มีมารดาติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้ป่วยวัณโรค
  • ผู้มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดอุบัติเหตุเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

การตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี ตรวจที่ไหนได้บ้าง

การตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี สามารถใช้สิทธิในการตรวจฟรีได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ณ คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย นอกจากนี้ สามารถเลือกรับบริการตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HIV และคำปรึกษาที่โรงพยาบาล หรือหน่วยบริการประจำตามสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ รวมถึงสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการ หรือคลินิกเทคนิคการแพทย์ ทั้งของภาครัฐและเอกชน

ขั้นตอนการเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี

  1. ติดต่อเจ้าหน้าที่คลินิกหรือโรงพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
  2. เจ้าหน้าที่จะพูดคุยรายละเอียด และประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
  3. รับข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
  4. เจาะเลือดเพื่อตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีทางห้องปฏิบัติการ
  5. รับผลการตรวจจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ภายใน 1 วัน หลังเข้ารับการตรวจ
  6. เข้ารับคำแนะนำและคำอธิบาย เกี่ยวกับวิธีการป้องกันการเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และการดูแลตัวเองกรณีที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวีเป็นวิธีการที่ช่วยให้เราทราบว่า ปัจจุบันตัวเองติดเชื้อเอชไอวีแล้วหรือยัง และจะได้หาทางป้องกันหรือรับมือกับอาการได้อย่างทันท่วงที ซึ่งนอกจากการตรวจด้วยวิธีต่างๆ ข้างต้นแล้ว ยังสามารถตรวจหาเชื้อด้วยตัวเองได้ด้วยชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง (HIV Self-Test) หรือ ชุดตรวจ HIV อินสติ insti ชุดตรวจนี้ผ่านการรับรองจาก อย. แล้ว สามารถตรวจด้วยตนเองที่บ้าน โดยใช้ตรวจจากเลือดที่เจาะปลายนิ้ว มีความแม่นยำสูง รู้ผลใน 1 นาที ปลอดภัย และผ่านมาตรฐานสากลจากองค์กรอนามัยโลก (WHO)

 

Click to rate this post!
[Total: 0 Average: 0]