การตรวจ HIV มีกี่วิธี? วิธีตรวจแบบไหนแม่นยำมากที่สุด?

ตรวจเอชไอวี ตรวจ HIV ตรวจเอดส์ ตรวจ AIDS ตรวจเอชไอวีมีกี่แบบ วิธีตรวจเอชไอวี ตรวจเลือด เอชไอวีตรวจกี่วัน

HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือ เชื้อไวรัสที่ทำร้ายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดระยะเอดส์ ซึ่งทั่วโลกให้ความสำคัญและตระหนักถึงความร้ายแรงทั้งการแพร่ระบาดและการป้องกันมาตลอดระยะเวลา 38 ปี หลังจากที่ค้นพบการแพร่ระบาดของไวรัส HIV ครั้งแรกในโลก โดยทางทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีที่นำไปสู่การรักษาให้หายขาดได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถค้นพบวิธีการรักษาที่กำจัดเชื้อให้หายขาดจากร่างกายได้ 100% ทั้งนี้สิ่งที่ค้นพบและมีประสิทธิภาพสูงสุดในตอนนี้ คือการตรวจ HIV ที่มีความแม่นยำ รวดเร็ว ปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยตลอดจนผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ทั่วโลก ด้วยจุดประสงค์ที่เน้นไปที่การลดอัตราการแพร่เชื้อ การติดเชื้อ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมไปถึงการพัฒนายาต้านไวรัส HIV ที่ช่วยให้ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีในร่างกายสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หรือ ยาต้านก่อนเสี่ยงสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงแต่ยังไม่ได้รับเชื้อให้มีความปลอดภัยห่างไกลจาก HIV มากยิ่งขึ้น

การตรวจ HIV จึงถือเป็นวิธีการที่สำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่น ๆ เพราะจัดว่าเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ ป้องกันการติดเชื้อ ป้องกันการลุกลามสู่ระยะเอดส์ และสามารถทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการตรวจ HIV อยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่ของการถูกตีตราทางสังคม หรือความเข้าใจผิดต่อผู้ป่วย HIV และผู้ป่วยในระยะเอดส์ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านี้สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ จากแหล่งข้อมูลทั่วไป ตลอดจนมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากเปรียบเทียบจากหลายปีก่อนมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นแต่ยังไม่มากเท่าที่ควร จึงส่งผลต่อผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV หรือ ผู้ป่วยที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการเข้ารับการตรวจ รวมถึงการรับการรักษาตามกระบวนการอย่างเหมาะสม ทำให้หลายคนมีข้อสงสัยว่าการตรวจ HIV มีกี่วิธี ปัจจุบันการตรวจด้วยวิธีไหนมีความแม่นยำ ควรเข้ารับการตรวจที่ไหน ฯลฯ บทความนี้เรามีคำตอบอย่างละเอียดมาให้ได้ทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ตรวจเอชไอวีแบบไหนดี

การตรวจ HIV มีกี่วิธี? แต่ละวิธีมีความแตกต่างกันอย่างไร?


ปัจจุบันการตรวจ HIV โดยการวินิจฉัยการติดเชื้อโดยห้องปฏิบัติการทางการแพทย์มีทั้งหมด 4 แบบ และการตรวจด้วยชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลกที่ผู้เสี่ยงสามารถตรวจได้ด้วยตัวเอง 2 แบบ

การตรวจ HIV แบบ HIV p24 antigen testing

การตรวจ HIV โดยการตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ HIV จากการวินิจฉัยโปรตีนของเชื้อที่มีชื่อว่า p24 สามารถตรวจพบเชื้อได้ในระยะที่ผู้ติดเชื้อผ่านการติดเชื้อมาแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งวิธีนี้แพทย์จะพิจารณาจากผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ในระยะแรก ซึ่งร่างกายยังไม่สร้างแอนติบอดีต่อเชื้อ (Anti-HIV) หรืออีกกรณีคือผู้ตรวจมีระดับแอนติบอดีต่ำและไม่สามารถตรวจวัดค่าได้

การตรวจ HIV แบบ Anti-HIV testing

การตรวจ HIV โดยการตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะของเชื้อ HIV สามารถตรวจพบได้ในระยะที่ผู้ติดเชื้อผ่านการติดเชื้อมาแล้วประมาณ 3-4 สัปดาห์ เป็นวิธีการตรวจ HIV ที่ปัจจุบันนิยมใช้ในการตรวจคัดกรองเอชไอวีมากที่สุด

การตรวจ HIV แบบ Fourth Generation หรือ HIV Ag/Ab combination assay

การตรวจ HIV โดยการวินิจฉัยจากชุดตรวจแอนติบอดีจำเพาะของเชื้อ HIV และตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ HIV ในคราวเดียวกันด้วยการใช้น้ำยาตรวจชนิดเดียวกัน สามารถตรวจพบได้ในระยะที่ผู้ติดเชื้อรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย 2 สัปดาห์ วิธีนี้เป็นการตรวจ HIV ที่แสดงผลได้ทั้งค่า HIV p24 antigen และ/หรือ Anti-HIV ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากประหยัดเวลาและมีประสิทธิภาพในการคัดกรองสูง

การตรวจ HIV แบบ Nucleic Acid Test (NAT)

การตรวจ HIV โดยการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV ที่มีชื่อว่า Nucleic Acid วิธีนี้เป็นการตรวจที่ทราบผลได้เร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจพบได้หลังจากที่ติดเชื้อตั้งแต่ 3-7 วัน ทั้งนี้วิธีการนี้ยังไม่ถูกนำมาใช้ในการตรวจคัดกรองภายในสถานพยาบาล แต่ใช้ในการคัดกรองผู้บริจาคโลหิตเท่านั้น

การตรวจ HIV ด้วยชุดตรวจ HIV Self-Test

ชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง เป็นทางเลือกที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจากสามารถตรวจได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง หาซื้อได้สะดวกและทราบผลเลือดได้เร็วโดยไม่ต้องเดินทางไปตรวจยังสถานพยาบาลให้เสียเวลา ซึ่งการตรวจแบบนี้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าการตรวจคัดกรองในสถานพยาบาล โดยได้รับการยืนยันจากการวิจัยว่ามีความแม่นยำกว่า 99% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะการตรวจหลังจากที่ผ่านความเสี่ยงมาอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน ปัจจุบันมีทั้งหมด 2 แบบ คือ ตรวจด้วยการเจาะเลือดจากปลายนิ้ว และ ตรวจด้วยน้ำลาย

สนใจชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองที่ตรวจจากการเจาะเลือดจากปลายนิ้ว อ่านข้อมูลเพิ่มเติมและสั่งซื้อที่นี่

HIV AIDS NAT P24 HIV AG HIV AB HIV SELF TEST

ทำไมต้องเข้ารับการตรวจ HIV อย่างน้อย 2 ครั้ง/ปี

HIV เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวและแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ การเข้ารับการตรวจ HIV อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด เพราะถ้าหากทราบว่าติดเชื้อก็สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที และใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อได้อย่างคนปกติทั่วไป ป้องกันการลุกลามสู่ระยะเอดส์รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

โดยในปัจจุบันสามารถเข้ารับการตรวจได้จากหลากหลายแห่ง ตามความสะดวกไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน คลินิกเฉพาะด้าน สภากาชาดไทย คลีนิคนิรนาม และมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถเลือกใช้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากการตรวจ HIV ได้เช่นเดียวกัน เช่น ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และรับยาต้าน HIV ทั้งนี้ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถติดต่อสอบถามอัตราค่าบริการก่อนได้ หรือใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ประชาชนตรวจ HIV ฟรี ได้ 2 ครั้ง/ปี ถือว่าเป็นบริการที่ช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงได้เข้าถึงการตรวจได้เป็นอย่างดี

ข้อสรุปของข้อสงสัยที่ว่า ตรวจ HIV แบบไหนแม่นยำมากที่สุด จึงได้คำตอบที่ไม่เฉพาะเจาะจง เนื่องจากการตรวจแต่ละวิธีจะถูกพิจารณาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะประเมินความเสี่ยงและการซักประวัติเพื่อประสิทธิภาพการตรวจ HIV ที่มากที่สุด ในกรณีที่ผู้ตรวจต้องการความเป็นส่วนตัว โดยต้องการใช้ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง แนะนำว่าควรพิจารณาแหล่งจำหน่ายให้ถี่ถ้วน รวมไปถึงการคำนวณระยะการตรวจหลังจากได้รับความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน หากไม่มั่นใจในผลการตรวจที่ได้รับ ควรตรวจยืนยันอีกครั้งโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *