ความหมายของผลตรวจ HIV พร้อมคำแนะนำหลังทราบผล

การอ่านผลตรวจเอชไอวี

โรคติดต่อที่ในปัจจุบันยังไม่สามารถค้นพบวิธีรักษาให้หายขาดได้ 100% แน่นอนว่าหลายคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นั่นก็คือ ไวรัสเอชไอวี HIV (Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งเมื่อผู้ป่วยติดเชื้อแล้ว ไวรัสชนิดนี้จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อย ๆ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถต่อต้านต่อเชื้อต่าง ๆ ได้ในที่สุด และเป็นสาเหตุของโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น มะเร็ง วัณโรค และเอดส์ เป็นต้น

การลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ที่แพทย์แนะนำคือ การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ รวมถึงการตรวจ HIV อย่างสม่ำเสมอ เพื่อทราบผลเลือดอย่างชัดเจนและรับมือกับการติดเชื้อได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่ทราบผลว่าติดเชื้อ ซึ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรวจ HIV มาก่อน อาจมีข้อสงสัยมากมาย หนึ่งในคำถามยอดนิยมทั้งก่อน-หลังการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจด้วยวิธีการแบบใดก็ตามคือ ความหมายของผลการตรวจ HIV แต่ละแบบหมายความว่าอย่างไร และเมื่อทราบผลการตรวจแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไรต่อไป ในบทความนี้เราจะมาไขข้อสงสัยให้หายข้องใจ โดยเราได้รวบรวมความหมายของผลการตรวจตลอดจนคำแนะนำในการรับมือหลังจากทราบผล เพื่อเป็นแนวทางในการตรวจ HIV ต่อไปนั่นเอง

ความหมายของผลตรวจ HIV มีอะไรบ้าง?

การตรวจ HIV ในปัจจุบันแต่ละวิธีโดยทั่วไปแล้วจะแสดงผลการตรวจออกเป็น 3 รูปแบบดังนี้

Reactive หรือ Positive

หากคุณได้รับผลการตรวจที่แสดงผลเป็น Reactive หรือ Positive ซึ่งส่วนใหญ่อาจรู้จักกันจากคำว่า “เลือดบวก”

หมายความว่าคุณติดเชื้อเอชไอวีในร่างกาย หากคุณเข้ารับการตรวจในสถานพยาบาล คลีนิคนิรนาม หรือ คลินิกเฉพาะทาง ทางแพทย์ผู้ตรวจจะให้คุณเลือกได้ว่าจะรับผลเลือดทางใดเพื่อความเป็นส่วนตัวตามที่ผู้ตรวจต้องการ ในกรณีนี้หากคุณเลือกรับผลเป็นเอกสารจัดส่งถึงบ้าน แน่นอนว่าจะต้องเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ควรรับมืออย่างมีความรู้ความเข้าใจโดยที่ไม่มีความตื่นตระหนก เนื่องจากปัจจุบันการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ด้วยการรับยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพและการตรวจเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมอ คุณก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติไม่ต่างจากคนทั่วไป หากในกรณีที่รับผลการตรวจ HIV จากแพทย์ผู้ตรวจโดยตรง แพทย์จะให้คำแนะนำในการเริ่มต้นเข้ารับการรักษาอย่างเป็นกระบวนการ คุณจะได้รับคำปรึกษา สอบถาม ขอคำแนะนำได้เต็มที่ ซึ่งจะสร้างความมั่นใจในการรักษาให้คุณได้มากกว่านั่นเอง หรือหากเป็นการตรวจจากชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง ผู้ตรวจควรเข้ารับการตรวจยืนยันโดยแพทย์อีกครั้ง ตลอดจนป้องกันและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นด้วยเช่นกัน

Non-Reactive หรือ Negative

หากคุณได้รับผลการตรวจที่แสดงผลเป็น Non-Reactive หรือ Negative ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเข้าใจในคำว่า “เลือดลบ”

หมายความว่าคุณไม่ติดเชื้อเอชไอวีในร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็ตามหากผลการตรวจเป็นลบ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาให้ตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อป้องกันผลลบปลอมที่อาจเกิดขึ้นได้ จากการที่ผู้ตรวจเข้ารับการตรวจในช่วงระยะฟักตัวของเชื้อ (Window period) ซึ่งไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้แต่ร่างกายมีเชื้อเอชไอวีอยู่ ดังนั้นจึงต้องตรวจ HIV อีกครั้ง คือ 3 – 6 เดือน หลังจากการตรวจครั้งแรก ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ร่วมด้วย แต่ในกรณีของผู้ตรวจที่เลือกใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง เน้นย้ำว่าอย่าเพิ่งชะล่าใจในผลการตรวจที่ได้รับ คุณควรทำการตรวจซ้ำอีกครั้งในระยะ 3-6 เดือนเช่นเดียวกัน หรือเพื่อให้เกิดความมั่นใจมากที่สุดควรเข้ารับการตรวจยืนยันโดยแพทย์อีกครั้ง ทั้งนี้ไม่ควรคิดว่าตนเองไม่มีเชื้อ 100% ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการติดเชื้อหรือแพร่เชื้อด้วย

Invalid Result

ผลการตรวจนี้จะแสดงเฉพาะในชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองเท่านั้น เป็นผลที่บ่งบอกว่า ชุดตรวจนั้นไม่สามารถแปลผลได้ หรือ ไม่แสดงผล เนื่องจากปัจจัยหลากหลายด้านที่ทำให้ชุดตรวจไม่สามารถแสดงผลที่ชัดเจนได้ เช่น อุปกรณ์บางส่วนชำรุด เสียหาย ไม่พร้อมต่อการใช้งาน ปริมาณเลือดหรือปริมาณน้ำยาที่น้อยเกินไป รวมไปถึงผู้ตรวจอาจปฏิบัติตามขั้นตอนไม่ครบถ้วนตามคำแนะนำ ตลอดจนข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการตรวจชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ซึ่งผู้ตรวจควรทำการตรวจซ้ำอีกครั้งด้วยขั้นตอนและวิธีการที่ตรงตามคำแนะนำ หรือเพื่อให้เกิดความมั่นใจ พร้อมป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง แนะนำให้เข้ารับการตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาล คลินิก มูลนิธิที่ให้บริการจึงจะดีที่สุด

อ่านวิธีตรวจสอบผลตรวจเอชไอวี ด้วยชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองที่นี่

ข้อควรปฏิบัติหลังทราบผลการตรวจ HIV ว่าติดเชื้อจริง

หลังจากที่ทราบผลการตรวจ HIV และได้รับการยืนยันจากแพทย์แล้วว่า ติดเชื้อเอชไอวี สิ่งที่จะต้องทำต่อจากนี้คือการเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด ด้วยการพิจารณาแนวทางการรักษาจากแพทย์เจ้าของไข้ ทั้งนี้ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวให้เหมาะสมเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อเอชไอวีไปสู่ผู้อื่น โดยมีแนวทางข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

ทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวี
  • ทำความเข้าใจ ศึกษา ปรึกษา ซักถาม ข้อสงสัยต่าง ๆ จากแพทย์ให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง หากมีความกังวลว่าคนในครอบครัวจะตื่นตระหนกกับผลการตรวจ ควรให้ครอบครัวเข้าฟังคำแนะนำจากแพทย์ด้วย จะช่วยให้การรักษาเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยที่ไม่ต้องระแวงว่าคนใกล้ชิดจะตีตราในแง่ลบ
  • เข้าสู่กระบวนการรักษา เอชไอวีตามคำแนะนำของแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อยับยั้งเชื้อไวรัสลุกลามไปสู่ระยะที่รุนแรงมากกว่านี้
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างเคร่งครัด พบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ทานยาให้ครบและตรงเวลาที่กำหนด
  • หากมีอาการผิดปกติ ในระหว่างการรักษา ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อแจ้งอาการโดยเร็ว
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • คลายความกังวล ไม่คิดมาก ดูแลสุขภาพจิตใจให้แข็งแรงร่วมด้วย หากต้องการคำปรึกษาให้พบแพทย์หรือเลือกเข้าพบจิตแพทย์เพื่อรับคำแนะนำอย่างเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย เช่น ดื่มสุรา สูบบุหรี่ เสพสารเสพติดทุกชนิด การพักผ่อนไม่เพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจตามมาได้
  • ผู้ที่มีครอบครัว หรือ คู่รักควรปรึกษาแพทย์ด้านการปฏิบัติตน การดูแล ตลอดจนเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ หรือ มีบุตร โดยการรับยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง

สรุปใจความสำคัญได้ว่า การตระหนักถึงประโยชน์ของการตรวจ HIV นับว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ทุกคนควรทำ เพราะนอกจากจะเป็นผลดีต่อการลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยไม่รู้ตัวแล้ว ยังเป็นการป้องกันตนเองจากความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดได้ การที่ตายใจว่าผลการตรวจ HIV เป็นลบ (ไม่ติดเชื้อเอชไอวี) แล้วยังปฏิบัติตนที่เสี่ยงเช่นเดิม ไม่ได้ช่วยให้ปลอดภัยหรือห่างไกลจาก เอชไอวี แต่ควรพึ่งคิดไว้เสมอว่าการป้องกันทุกด้านอย่างครอบคลุม ทั้งการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งต่าง ๆ และการตรวจ HIV อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ห่างไกลจากเอชไอวีรวมถึงโรคติดต่ออื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน